วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ทรัพย์สินทางปัญญา

ความหมายของทรัำพย ์สินทางปัญญา



สิทธิทางกฎหมายที่ให้เจ้าของสิทธิ หรือ "ผู้ทรงสิทธิ" มีอยู่เหนือสิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ทางปัญญาของมนุษย์ โดยอาจแบ่งทรัพย์สินทางปัญญาออกได้ 2 ประเภทหลัก คือ (1)ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมและ (2)ลิขสิทธิ์ สำหรับทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมยังแบ่งออกได้อีก 5 ประเภท ได้แก่ (1)สิทธิบัตร (2) อนุสิทธิบัตร (3) เครื่องหมายการค้า (4) ความลับทางการค้า และ (5)สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (6)แบบผังภูมิของวงจรรวม (7)คุ้มครองพันธุ์พืช (8)ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ความหมายของลิขสิทธิ์

สิทธิแต่ผู้เดียวที่กฎหมายรับรองให้ผู้สร้างสรรค์กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ตนได้ทำขึ้น อันได้แก่ สิทธิที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำออกโฆษณา ไม่ว่าในรูปลักษณะอย่างใดหรือวิธีใด รวมทั้งอนุญาตให้ผู้อื่นนำงานนั้นไปทำเช่นว่านั้นด้วย

ความหมายของสิทธิบัตร หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่มีลักษณะตามที่กำหนดในกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบว่าด้วยสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบ เพื่อให้ได้สิ่งของ,เครื่องใช้หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การประดิษฐ์รถยนต์, โทรทัศน์, คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์ หรือการออกแบบขวดบรรจุน้ำดื่ม, ขวดบรรจุน้ำอัดลม หรือการออกแบบลวดลายบนจานข้าว, ถ้วยกาแฟ ไม่ให้เหมือนของคนอื่น เป็นต้น

ความหมายของเครื่องหมายการค้า


 เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ ซึ่งเครื่องหมายที่ให้ความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 มี 4 ประเภท ดังต่อไปนี้             1. เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) คือเครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น บรีส  มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น
    2. เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมาย บริการของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม เป็นต้น


 3. เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับ สินค้าและบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของสินค้า หรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล (Halal) เป็นต้น

    4. เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่ม เดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด  เป็นต้น
 


พรบ.คอมพิวเตอร์ มีอะไรบ้าง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
                
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”
              
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
                
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่าอุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่งหรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึง
แหล่งกำเนิดต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น
“ผู้ให้บริการ” หมายความว่า
   (๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่นโดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
   (๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
                “ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม
                “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
                “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจ
ออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

ความปลอดภัยในการใช้งานอินเตอร์เน็ต

การป้องกันคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัย


การป้องกันคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัย

ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ควรมีความรู้และปฏิบัติตามในการรักษาคอมพิวเตอร์ ข้อมูลส่วนตัว ประวัติการท่องอินเทอร์เน็ต เลขบัตรเครดิตและข้อมูลอื่นๆ ให้ปลอดภัย โดยผู้ใช้งานควรระมัดระวังในเรื่องของโปรแกรมหรือผู้คนที่ให้ความมั่นใจว่าสามารถที่จะปกป้องดูแลความปลอดภัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะการดูแลรักษาความปลอดภัยนั้นต้องมีทั้งโปรแกรมป้องกันภัยที่ดีและลักษณะพฤติกรรมการใช้งานที่ดีด้วย เช่น ควรที่จะต้องรู้ว่าสิ่งใดไม่ควรให้ผู้อื่นเข้าถึงได้ในขณะที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ใครที่ควรไว้วางใจ และการรักษาความปลอดภัยอื่นๆที่เทคโนโลยีไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ซึ่งผู้ใช้งานควรจะต้องมองหาโปรแกรมที่ตอบโจทย์การใช้งานของตัวผู้ใช้เองมากที่สุดและในขณะเดียวกันต้องสามารถปกป้องคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
การป้องกันคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัย
แนวทางการรักษาคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัย มีดังต่อไปนี้

1. ระบบปฏิบัติการต้องอัพเดตอยู่เสมอ
ผู้ใช้งานต้องคอยหมั่นตรวจสอบดูแลให้ระบบปฏิบัติการ (Operating system) ของคอมพิวเตอร์นั้นทันสมัยอยู่เสมอ ผู้พัฒนาระบบจะมีการแจ้งเตือนให้ผู้ใช้งานอัพเดตระบบอยู่เป็นระยะๆ  ซึ่งอาจจะเป็นการแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติเมื่อถึงช่วงเวลาที่ต้องอัพเดตระบบหรือผู้ใช้งานอาจส่งคำขอไปที่ผู้พัฒนาระบบเพื่อขออัพเดตระบบได้ด้วยตนเองหรือปรับตั้งค่าที่หน้าการตั้งค่าของระบบเองก็ได้ การอัพเดตระบบเหล่านี้จะช่วยทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น และสามารถแก้ไขช่องโหว่ของความปลอดภัยที่บางครั้งโปรแกรมตัวก่อนๆ นั้นไม่สามารถปกป้องได้ แต่อาชญากรนั้นก็สามารถที่จะเรียนรู้และค้นพบช่องโหว่ของความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว บางครั้งก็ก่อนที่ผู้พัฒนาโปรแกรมจะแก้ไขได้ทัน ดังนั้นการแก้ไขหรือซ่อมแซมโปรแกรมอย่างรวดเร็วและทันท่วงทีถือเป็นสิ่งที่ดี และถือเป็นโชคดีที่ระบบปฏิบัติการส่วนใหญ่สามารถที่จะดูแลระบบของตนเองให้ทันสมัยอยู่เสมอและปลอดภัยได้เป็นอย่างดี และคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานก็จะปลอดภัยหากคุณหมั่นอัพเดตระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์อยู่เสมอ
การติดตั้งโปรแกรมอัพเดตระบบปฏิบัติการลงบนคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เหตุเพราะคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ที่ซื้อมาจากร้านนั้นอาจวางอยู่ที่ร้านมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นจึงหมายความว่า ระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นอาจล้าหลังและไม่ได้รับการอัพเดต ดังนั้นเมื่อซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ผู้ใช้งานควรสละเวลาอัพเดตระบบปฏิบัติการของเครื่องเพื่อช่วยให้คอมพิวเตอร์ปลอดภัยยิ่งขึ้น
2. บัญชีผู้ใช้และพาสเวิร์ด
คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องควรจะมีบัญชีผู้ใช้ไว้สำหรับทำการล็อกอินเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งบัญชีผู้ใช้จะเปรียบเสมือนปราการด่านแรกในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและฟังก์ชั่นต่างๆในคอมพิวเตอร์  ดังนั้น ผู้ใช้งานควรสร้างรหัสผ่านหรือพาสเวิร์ดของทุกๆบัญชีผู้ใช้ด้วยเพื่อให้ยากต่อการที่ผู้ใช้งานคนอื่นๆจะสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน
3. การป้องกันทางกายภาพ
            ผู้คนมากมายไม่ได้ตระหนักเลยว่าข้อมูลส่วนตัวของตนเองนั้นมีมูลค่ามหาศาลสำหรับบุคคลอื่น หากผู้ใช้งานกำลังกำลังทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานที่ที่ไม่รู้จักคุ้นเคยหรือที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ ผู้ใช้งานก็จะต้องคอยดูแลทรัพย์สินเป็นอย่างดีโดยไม่ให้คลาดสายตา ซึ่งคอมพิวเตอร์ก็ใช้หลักการเดียวกัน ลองคิดสักนิดว่าจะอันตรายมากแค่ไหนถ้าหากข้อมูลในคอมพิวเตอร์ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี ผู้ใช้งานควรระลึกเสมอว่าได้เก็บข้อมูลสำคัญอะไรเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ และหากมีคนมาขโมยข้อมูลนั้นไป เขาจะเอามันไปทำอะไรหรือใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ผู้ใช้งานควรตระหนักด้วยว่า พาสเวิร์ดนั้นเพียงแค่ช่วยปกป้องให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ได้ช้าลงเท่านั้น แต่มันจะไม่สามารถช่วยปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งานได้ถ้าหากระบบทั้งระบบถูกทำลายไป  การเข้าถึงคอมพิวเตอร์โดยตรงคือวิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าถึงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ (โดยการใช้คอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง) โดยที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องรู้แม้กระทั่งพาสเวิร์ดตัวแรกของผู้ใช้งานด้วยซ้ำ ถ้าหากข้อมูลในโน้ตบุ๊คของผู้ใช้งานมีมูลค่ามาก ผู้ใช้งานยิ่งต้องให้ความสนใจเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว และยิ่งต้องให้ความสนใจมากขึ้นไปอีก หากผู้ใช้งานให้คนอื่นยืมคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ เพราะถึงแม้ว่าผู้ใช้งานจะเชื่อใจบุคคลที่ให้ยืมมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถที่จะคอยควบคุมให้เขาใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างระมัดระวังและปลอดภัยเท่าตัวเอง
4. ใช้โปรแกรมแอนติไวรัส
ถ้าหากผู้ใช้งานใช้โปรแกรมวินโดวส์ของไมโครซอฟต์ ควรใช้โปรแกรมแอนติไวรัสและหมั่นอัพเดตมันอยู่เสมอ เพราะมีโปรแกรมชนิดหนึ่งที่ชื่อว่ามัลแวร์ ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อขโมยข้อมูลหรือเพื่อใช้คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานในทางที่ไม่ดี ไวรัสและมัลแวร์เหล่านี้สามารถเข้าถึงระบบ เปลี่ยนแปลงระบบและฝังตัวอยู่ในคอมพิวเตอร์ มันสามารถเข้ามาอยู่ในคอมพิวเตอร์ผ่านทางอีเมล์ เว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานเข้าชม หรือมาพร้อมกับไฟล์ที่ผู้ใช้งานไม่คิดว่ามันจะเป็นอันตราย ผู้ให้บริการโปรแกรมแอนติไวรัสจะทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับตัวคุกคาม (Threat) ที่ขึ้นเกิดขึ้นอยู่เสมอและเพิ่มมันเข้าไปในบัญชีที่คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานต้องสกัดกั้น ในการที่จะทำให้โปรแกรมสามารถตรวจจับตัวคุกคามใหม่ๆได้ตลอด ผู้ใช้จึงจำเป็นที่จะต้องอัพเดตโปรแกรมแอนติไวรัสอย่างสม่ำเสมอ 
5. อุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอกและอุปกรณ์บันทึกข้อมูลขนาดพกพา
การส่งผ่านของไวรัสผ่านทางแฟลชไดร์ฟหรือช่องแนบข้อมูลของอีเมล์สามารถทำได้อย่างง่ายดายและส่วนใหญ่ตัวไวรัสเองมักจะเป็นตัวที่ส่งข้อมูลหรืออีเมล์ด้วยตัวของมันเองแทนที่จะเป็นเจ้าของอีเมล์หรือแฟลชไดร์ฟนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟต์วินโดวส์ ผู้ใช้ควรระมัดระวังในการเสียบแฟลชไดร์ฟเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือให้บุคคลอื่นยืมไปใช้ ซึ่งบริษัทไมโครซอฟต์เองก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับการที่คอมพิวเตอร์มีการตั้งค่าให้เปิดแฟลชไดร์ฟเองโดยอัติโนมัติ  ซึ่งนั่นทำให้วินโดวส์มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ผู้ใช้ก็ไม่ควรที่จะเปิดไฟล์ที่ตนเองไม่รู้จักหรือไม่น่าไว้วางใจ
6. เลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่น่าเชื่อถือและซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์ส
ผู้ใช้ควรเลือกใช้โปรแกรมจากผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายที่มีความน่าเชื่อถือ หรือเลือกใช้โปรแกรมแบบโอเพ่นซอร์ส (Open source software) คือซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ที่มีไลเซนส์แบบโอเพ่นซอร์ส ซึ่งมีลักษณะต่างจากซอฟต์แวร์ทั่วไป คือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จะอนุญาตให้ผู้ใช้ติดตั้งและใช้งานได้โดยไม่จำกัดจำนวนและรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานส่วนตัว ในเชิงธุรกิจหรือในองค์กร มีการเผยแพร่ต้นฉบับ (Source code) ของซอฟต์แวร์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแก้ไขดัดแปลงให้ตรงความต้องการได้ ซึ่งซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์สนี้มีข้อดีอยู่ด้วยกันหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น ประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะไม่มีค่าใบอนุญาต (License) และไม่เสี่ยงต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ สามารถแก้ไขโปรแกรมให้ตรงกับความต้องการของตัวเองหรือขององค์กรได้ทันที สามารถทำร่วมกันกับซอฟต์แวร์อื่นๆได้เป็นอย่างดี ไม่เหมือนกับซอฟต์แวร์แบบโคลสซอร์ส (Closed source software) หรือซอฟท์แวร์ลิขสิทธ์ที่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งบางครั้งประเทศที่ผู้ใช้งานอาศัยอยู่ก็ไม่สามารถโหลดซอฟต์แวร์นั้นๆ หรือตัวอัพเดตซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้ และซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ส่วนมากมักมีไวรัสติดมาด้วย
7. การทำลายข้อมูลในคอมพิวเตอร์อย่างปลอดภัย
                                    ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานและจัดเก็บข้อมูล ในเวลาที่เราดาวน์โหลดรูปภาพหรือคลิปวีดิโอ รูปภาพหรือคลิปวีดิโอเหล่านั้นก็จะถูกจัดเก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องหรือที่เก็บข้อมูลขนาดพกพาจนกว่าผู้ใช้จะไม่ต้องการและจัดการลบข้อมูลทิ้งไป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ใช้ลบด้วยวิธีการลบแบบเบื้องต้นอาจไม่เพียงพอหากข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่เป็นความลับสำคัญหรือเป็นข้อมูลที่ไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้ เพราะข้อมูลที่ถูกลบไปแล้วนั้น ยังสามารถกู้กลับมาได้ใหม่อีกครั้งหากไม่ใช้วิธีการลบขั้นสูงหรือใช้โปรแกรมที่ช่วยในการลบข้อมูลโดยสมบูรณ์ ดังนั้น ผู้ใช้งานจึงควรมีโปรแกรมช่วยลบติดคอมพิวเตอร์ไว้สักหนึ่งตัวหากต้องการลบไฟล์ข้อมูลที่สำคัญหรือเป็นความลับ
โปรแกรมช่วยลบข้อมูลโดยสมบูรณ์มีอยู่หลายโปรแกรม มีคุณสมบัติช่วยลบไฟล์ข้อมูลที่ไม่ต้องการได้อย่างถาวร โดยไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้อีก โดยแต่ละตัวนั้นก็จะมีวิธีการดำเนินการลบข้อมูลที่หลากหลาย และมีขั้นตอนการใช้งานที่ยากง่ายแตกต่างกันออกไป โดยในที่นี้จะขอยกตัวอย่างบางโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากในการใช้งาน
Data Shredder
เดต้า เชร็ดเดอร์ คือโปรแกรมทำลายข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อช่วยในการลบข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) หรือที่เก็บข้อมูลขนาดพกพาอื่นๆ เช่น USB โดยโปรแกรมนี้จะช่วยให้เราลบข้อมูลที่เราไม่ต้องการโดยสมบูรณ์และไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้ใหม่ โปรแกรมนี้จะมีวิธีการทำงานที่แตกต่างออกไปจากโปรแกรมลบข้อมูลตัวอื่นๆ เพราะมันจะใช้วิธีการเขียนทับไฟล์ข้อมูลที่ต้องการลบ ทำให้ข้อมูลเก่าเสียไปและไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้อีก โดยผู้ที่ใช้งานระบบวินโดวส์ (Windows) สามารถเข้าดาวน์โหลดได้ที่ www.fileshredder.org วิธีเรียกใช้งานโปรแกรมก็ง่าย เพียงแค่คลิกขวาบนไฟล์ โปรแกรมก็จะปรากฏขึ้นมาให้เลือกใช้ได้โดยสะดวก การลบไฟล์ด้วย Data Shredder มีขั้นตอนดังนี้
1. คลิกขวาบนไฟล์ที่ต้องการลบ เลือก File Shredder > เลือก Secure delete files
2. จะปรากฏหน้าต่างถามว่าต้องการที่จะลบไฟล์ดังกล่าวจริงๆหรือไม่
3. หลังจากกดยืนยัน โปรแกรมจะทำการลบไฟล์ดังกล่าว เวลาในการดำเนินงานจะขึ้นอยู่กับขนาดของไฟล์นั้นๆ

โปรแกรม Erase Free Space
         สำหรับผู้ใช้งานแมคบุ๊ค (Mac Book) ก็มีโปรแกรมที่มาพร้อมกับเครื่องให้เลือกใช้สำหรับลบข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ได้ทันที โดยทำตามขั้น
           ตอนดังต่อไปนี้

1. เข้าไปที่โฟลเดอร์ Utilities >  เลือก Disk Utility
2. จะปรากฏหน้าต่างตามภาพด้านล่าง เลือก Macintosh HD ทางด้านซ้ายมือ เลือกปุ่ม Erase ปุ่มที่สองตรงกรอบสีเทา เลือก Erase Free Space ที่อยู่ด้านล่าง
3. จะปรากฏหน้าต่างเด้งลงมาตามภาพ จะมีตัวเลือกให้เลือกสามตัว ซึ่งจะสามารถลบข้อมูลได้สมบูรณ์มากขึ้นและใช้เวลาในการดำเนินการมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้น เลือกตัวเลือกที่เหมาะสมกับข้อมูลที่คุณต้องการลบและเวลาที่คุณมีให้มากที่สุด จากนั้นคลิกปุ่ม Erase Free Space ก็เสร็จเรียบร้อย

วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557

บริการต่างๆในอินเทอร์เน็ต

World Wide Web (WWW) เครือข่ายใยแมงมุม เป็นการเข้าสู่ระบบข้อมูลอย่างข้อมูลในรูปของ Interactive Multimedia คือ มีทั้งรูปภาพ ข้อความ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดีโอ อีกทั้งข้อมูลเหล่านี้ยังใช้ระบบที่เรียกว่า hypertext กล่าวคือ จะมีคำสำคัญหรือรูปภาพในข้อมูลนั้นที่จะช่วยให้ท่าน เข้าสู่รายละเอียดที่ลึกและกว้างขวางยิ่งขึ้น คำสำคัญดังกล่าวจะเป็นคำที่เป็นตัวหนา หรือขีดเส้นใต้ เพียง แต่ท่านเลือกกด ที่คำ ที่เป็นตัวหนาหรือขีดเส้นใต้ นั้น ๆ ท่านก็สามารถเข้าสู่ข้อมูลเพิ่มเติมได้ (ข้อมูลเหล่านี้จะมีผู้สร้างขึ้นมาและเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ต่าง ๆ ทั่วโลก) 



Search Engine (บริการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต) Search Engine เป็นเว็บไซต์ที่มีเครื่องมือในการที่จะค้นหาเว็บไซต์ต่าง ๆ มาเก็บไว้ในฐานข้อมูลของ ตัวเองโดยอัตโนมัติ เช่น Google.com หรือ Altavista.com ซึ่งเครื่องมือนี้ มีชื่อเรียกว่า Search Robot จะทำหน้าที่คอยวิ่งเข้าไปอ่านข้อความจากหน้าเว็บไซต์ ของเว็บต่าง ๆ แล้วนำมาจัดลำดับคำค้นหา (Index) ที่มีในเว็บไซต์เหล่านั้น เก็บไว้ในฐานข้อมูลของตนเอง เมื่อเราเข้าไปใช้บริการ กับ Search Engine